การตรวจคัดกรอง และ การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
การตรวจคัดกรอง และ การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคที่มีกลูโคสในเลือดสูงอย่างถาวร
ดั้งนั้นการวินิจฉัยโรคเบาหวานคือ การตรวจหาภาวะที่แสดงถึงการมีกลูโคสในเลือด(hyperglycemia)
ซึงถ้าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 1 จะค่อยข้างง่ายในการเกิด
hyperglycemia จะเฉียบพลันแลพรุนแรงร่วมกับการมีเมตาบอลิซึมที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน
ในทางตรงข้ามการวินิจฉัยผู้ป่ายโรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะยากเนื่องจากภาวะ
hyperglycemia
มักจะไม่รุนแรงพอที่จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถึงความผิดปกติได้ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษา ซึงเกณฑ์การวินิจฉัยมีดังนี้
1)
มีอาการของโรคเบาหวานร่วมกับการมีระดับของกลูโคสในกระแสเลือดที่ทำการเจาะ ณ
เวลาใดๆ (random plasma glucose) > 200 มก./ดล.
2) มีค่ากลูโคสในเลือดขณะอดอาหารอย่างน้อย
8 ชั่วโมง
(FPG) > 126 มก./ดล.
3) มีค่า oral
glucose tolerance test ที่ทำการเจาะหลังจากให้กลูโคส
75 กรัม ไปแล้ว 2ชั่วโมง (2-h OGTT)
> 200 มก./ดล.
4) จากข้อกำหนดของ ADA ในปี พ.ศ. 2553 เกณฑ์ที่เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งข้อมีค่า
ที่ทำการตรวจโดยวิธีที่ได้รับการรับรองหรือปรับมาตรฐานโดย
NGSP (National Glycohemoglobin Standardization Program) > 6.5%
ในทางปฏิบัติแล้วเกณฑ์ข้อนี้อาจจะยังมีปัญหาสำหรับประเทศไทย
เนื่องจากประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของผู้ป่วนธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของฮีโมโกลบิน
(hemoglobin variants) และผู้ป่วยโรคโลหิตจางที่สูง
ซึ่งที่ผ่านมาการตรวจระดับของ
จะเป็นไปเพื่อติดตามการควบคุมกลูโคสเท่านั้นจึงไม่เป็นปัญหามากนัก
อย่างไรก็ตามการวินิจฉัยที่นิยมที่สุดในปัจจุบันคือการดูระดับน้ำตาลกลูโคสในขณะอดอาหาร
8 ชั่วโมงขึ้นไป โดยหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคเบาหวานในข้อที่
2-4
ควรทำการตรวจซ้ำโดยการเจาะเลือดอีกครั้งหนึ่งโดยวิธีเดิม
แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้การตรวจที่ต่างออกไปแล้วได้ผลไม่สอดคล้องกัน
อย่างเช่นวิธีหนึ่งเข้าข่ายว่าเป็นโรคเบาหวานในขณะที่อีกวิธีบอกว่าไม่เป็น ให้ทำการตรวจซ้ำด้วยวิธีที่ได้ผลว่าเป็นโรคเบาหวานและถ้าผลการตรวจยืนยันว่าเป็นเบาหวานก็สามารถใช้ในการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานได้
1.1 ลักษณะอาการของผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานมักจะมีอาการต่อไปนี้
คือ
1) ปวดปัสสาวะบ่อบครั้งขึ้น เนื่องจากในกระแสเลือดและอวัยวะต่างๆ
มีกลูโคสค้างอยู่มาก ไตจึงขับออกมาในน้ำปัสสาวะ ทำให้น้ำปัสสาวะหวาน
2)
กระหายน้ำและดื่มน้ำในปริมาณมากๆต่อครั้ง
กลูโคสที่ถูกขับออกมาในน้ำปัสสาวะจะดึงน้ำออกไปด้วย
ทำให้ร่างกายขาดน้ำจึงทำให้ผู้ป่วยต้องการน้ำเข้าไปทดแทนที่สูญเสียออกมา
3)
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
การที่เซลล์ไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้ทำให้เซลล์ขาดพลังงาน
4) น้ำหนักตัวลดโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะหากน้ำหนักเคยมากมาก่อน
อันเนื่องจากร่ายกายไม่สามารถนำกลูโคสไปสร้างพลังงานได้เต็มที่
จึงต้องนำพลังงานและไขมันจากกล้ามเนื้อมาใช้ทดแทน
5) ติดเชื้อบ่อยกว่าปกติ เช่น การติดเชื้อผิวหนังและกระเพาะอาหาร
สังเกตได้จากเมื่อเป็นแผลแล้วแผลจะหายยากเนื่องจากระดับกลูโคสในกระแสเลือดเป็นอาหารอย่างดีให้กับเชื้อจุลชีพต่างๆ
6)
อาการชาไม่ค่อยมีความรู้สึก
เนื่องจากระดับกลูโคสที่สูงในกระแสเลือดจะทำลายเส้นประสาทให้เสื่อมสมรรถภาพลงความสามารถในการรับรู้ความรู้สึกจึงถดถอย
7)
อาจจะมีอาการสายตาพร่ามองไม่ชัดเจน
8)
อาจจะมีอาการของโรคหัวใจ และโรคไต
1.2 ระดับกลูโคสในเลือดหลังงดอาหาร
(Fasting plasma glucose; FPG)
ระดับ FPG ในเลือดสูงกว่า 126 มก./ดล.
มากกว่า 1 ครั้งของการเจาะเลือดถือเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการวินิจฉัยของโรคเบาหวานที่ใช้กันส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตามมีการรายงานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าhyperglycemia
นี้ เกิดขึ้นในช่วงท้ายของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แล้ว
จึงเป็นวิธีที่ไม่มีความไวพอมีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่ากว่าร้อยละ 30 ของผู้ที่รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เกิดโรคแทรกซ้อนเนื่องจาก
ณ เวลาที่ได้รับวินิจฉัยได้เริ่มพัฒนาของโรคประมาณ 4-7 ปีก่อนหน้านั้นแล้ว
แต่ถึงกระนั้นคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำใช้การตรวจ FPG ในการตรวจกรองผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยมีข้อกำหนดดังนี้
คือ ผู้ใหญ่ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไปควรทำการตรวจทุกๆ 3
ปี นอกจากว่าจะเป็นเบาหวานอยู่แล้ว
โดยผู้ที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ควรได้รับการตรวจถี่ขึ้นคือ
· มีภาวะอ้วน
·
บิดา-มารดามีประวัติเป็นเบาหวาน
·
มีประวัติการเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
คลอดลูกออกมามีน้ำหนักตัวมากกว่า 9 ปอนด์
·
มีปริมาณของไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้น
มากกว่า 250 มก./ดล.
· มีประวัติความบกพร่องของการทนกลูโคส
1.3 การทดสอบความทนกลูโคส
(oral glucose tolerance test; OGTT )
เป็นการตรวจระดับกลูโคสในเลือดหลังการกินกลูโคสเข้าไป
เป็นวิธีที่มาความไวมากว่า FPG แต่ก็ถูกรบกวนด้วยปัจจัยต่างๆมากมาย
นอกจากนี้ยังพบว่ากว่าร้อยละ 20 ของผลการตรวจ OGTT จะอยู่ในช่วงวินิจฉัยไม่ได้ เนื่องจากต้องปฏิบัติหลายประการ ดังนี้
การเตรียมตัวก่อนทดสอบ
(1) ให้งดยาที่ไม่จำเป็นเพราะอาจมีผลต่อความทนกลูโคส
(2) ให้รับประทานอาหารตามปกติ
โดยให้มีการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตอย่างน้อย 150 กรัม
อย่างน้อย 3 วันก่อนทดสอบ
(3) ทำการทดสอบในผู้ป่วยที่อดอาหารแล้วประมาณ
10-16 ชั่วโมงในที่ผู้ป่วยยังเดินไปมาได้
ทั้งนี้ควรให้ผู้ถูกทดสอบนั่งอยู่กับที่และห้ามสูบบุหรี่
(4) ห้ามทดสอบ OGTT
ในผู้ที่กำลังป่วยหนักที่รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
(5) ควรเริ่มการทดสอบในช่วงเวลา
7.00-9.00 น.
การเริ่มทดสอบ
เริ่มทำการทดสอบโดยการเจาะเลือดผู้ถูกทดสอบเก็บไว้เป็นค่าเริ่มต้น
จากนั้นให้ผู้ถูกทดสอบรับประทานกลูโคสจำนวน 75 กรัม
ละลายในน้ำจำนวน 300 มล. โดยให้ดื่มให้หมดภายใน 5 นาที สำหรับเด็กให้ความเข้มข้นที่ 1.75 กรัม/กก.ของน้ำหนักตัว แล้วเจาะเก็บตัวอย่างเลือดที่เวลา 2 ชั่วโมง หลังได้รับกลูโคส
1.4 Hemoglobin
(
)
ผู้ที่เป็นเบาหวานควรตรวจน้ำตาลสะสม
หรือ
ทุก 2-3 เดือน ตามอายุของเม็ดเลือดแดง
เพื่อดูว่า ช่วง 2-3
เดือนที่คุณไม่ได้มาหาหมอนั้นคุณมีการควบคุมเบาหวานได้ดีแค่ไหน
ซึ่งตัวเลขเป้าหมายที่บอกว่าการควบคุมเบาหวานอยู่ในเกณฑ์ที่ดีนั้นคือ
น้อยกว่า 7%
แต่ถ้าสามารถควบคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง หมออาจลดการตรวจลงเหลือแค่ปีละ
2 ครั้ง
สามารถตรวจ Hemoglobin
เวลาใดก็ได้ ไม่ต้องอดอาหาร
และถึงแม้ผู้เป็นเบาหวานบางคนอยากให้ผลน้ำตาลดีเวลามาหาหมอโดยการอดของหวานก่อนมาเจาะเลือด
2-3 วัน ก็ไม่ได้ทำให้ค่า
Hemoglobin
เปลี่ยนแปลง
ดังนั้นถ้าต้องการให้น้ำตาลในเลือด และ Hemoglobin
อยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ต้องดูแลตนเองและควบคุมเบาหวานอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อชะลอและป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะตามมาจากการควบคุมน้ำตาลไม่ได้
บรรณานุกรม
จุมพล วิลาศรัศมี, ตรีชฎา บุญจันทร์ และ ณปภัช โพธิ์พรหม. แผลเบาหวาน.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โครงการตำรารามาธิบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556
เทพ หิมะทองคำ และคณะ.ความรู้เรื่องเบาหวาน ฉบับสมบูรณ์.พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : วิทยพัฒน์, 2555
รัชดา เครสซี่. โรคเบาหวาน : ความรู้พื้นฐานและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง. พิมพ์ครั้งที่ 1. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2557
สิริอร สินธุ และพิเชต วงรอด. การจัดการรายกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สมาคมผู้จัดการรายกรณีประเทศไทย, 2557
สารัช สุนทรโยธิน และ ปฏิณัฐ บูรณะทรัพย์ขจร. ตำราโรคเบาหวาน ( Diabetes mellitus). พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555
อัญชลี อิ่นอ้าย. “การป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน” 2558.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.natureshop.in.th (28 ตุลาคม 2560)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น