โรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน
โรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน
ระดับกลูโคสที่สูงขึ้นในกระแสเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่
1 และชนิดที่ 2
มีผลรบกวนระบบต่างๆก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมายหลายแบบ
ซึ่งโรคแทรกซ้อนต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและเป็นสาเหตุของความไม่สบายตั้งแต่เล็กน้อยไปจนกระทั่งถึงอันตรายแก่ชีวิตของผู้ป่วยเบาหวานได้
โรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวานแบ่งได้เป็น (1)โรคแทรกซ้อนแบบเฉียบพลัน
(2) โรคแทรกซ้อนแบบเรื้อรัง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. โรคแทรกซ้อนแบบเฉียบพลัน
(Acute complication)
1.1
ภาวะเป็นกรดในเลือดเนื่องจากสารคีโตนส์ (Diabetic
Ketoacidosis; DKA)
เนื่องจากร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานใช้พลังงานจากกลูโคสไม่ได้จึงจำเป็นต้องใช้พลังงานจากไขมันทำให้เกิดสารคีโตนส์ขึ้นในกระแสเลือดซึ่งประกอบไปด้วย
β – hydoxybutyric
acid, acetoacetic acid และ acetone สารเหล่านี้เมื่อคั่งในร่างกายจำนวนมากจะทำให้เกิดภาวะกรดที่เรียกว่า
“ketoacidosis” ในตอนแรกเชื่อว่าจะพบภาวะแทรกซ้อนนี้เฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1 แต่ตอนหลังมีรายงานว่าสามารถพบได้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 ด้วย โดยภาวะแทรกซ้อนนี้จะเกิดขึ้นเมื่อควบคุมโรคไม่ได้
ซึ่งสาเหตุที่พบบ่อยคือหมดสติ กลิ่นเหงื่อและลมหายใจจะเป็นกลิ่น acetone ซึ่งมีกลิ่นคล้ายกลิ่นของผลไม้ จะตรวจพบสารคีโตนส์ในพลาสมาและปัสสาวะ
และเมื่อกลูโคสในพลาสมาจะพบระดับที่สูงกว่า
1.2 หมดสติจากภาวะกลูโคสในเลือดสูง (Hyperglycemia, Hyperosmolar
Non-ketotic Syndrome; HHNK)
เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วยเบาหวานมีระดับกลูโคสในเลือดสูงมาก
ระดับกลูโคสที่สูงมากในเลือดซึ่งเป็นส่วนที่อยู่นอกเซลล์จะทำให้การดึงน้ำออกจากเซลล์เป็นผลให้เซลล์ขาดน้ำอย่างรุนแรง
จะพบในผู้ที่เป็นเบาหวานชนิดที่2 ซึ่งร่างกายสามารถสร้างสารอินซูลินได้บ้างแต่มีปริมาณไม่พอเพียงต่อความต้องการ
มักตรวจไม่พบคีโตนในเลือดหรือปัสสาวะ
ในผู้ป่วยเบาหวานวัยกลางคนหรือสูงอายุหากควบคุมระดับกลูโคสในเลือดไม่ดีจะมีอาการผิดปกติต่อเนื่องกันหลายวันโดยเฉพาะเวลากลางคืน
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลดและอาจหมดสติได้
1.3 หมดสติจากภาวะระดับกลูโคสในเลือดต่ำ (Hypoglycemia)
เป็นภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาที่อาจจะเกิดขึ้นได้
ซึ่งมักเกิดในภาวะที่ร่างกายมีระดับกลูโคสต่ำกว่า 50 มก./ดล.
เกิดในผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา
ออกกำลังกายหรือทำงานหนักเกินไปโดยเฉพาะในผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนและการกินยาเกินขนาดหรือในปริมาณที่ไม่เหมาะสม
เช่น กินยาหรือฉีดอินซูลินมากเกินไป เป็นต้น
ก่อนหมดสติจากภาวะกลูโคสในเลือดต่ำผู้ป่วยเบาหวานจะมีอาการเหงื่อออกท่วมตัว
ตัวเย็น ใจสั่น ปวดศรีษะ ตาลาย หน้าซีด
และในกรรีที่เป็นมากอาจมีการชักและหมดสติได้ในที่สุด
ภาวะกลูโคสในเลือดต่ำจะพบได้บ่อยทั้งในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่1
และ 2 ที่ควบคุมกลูโคสในเลือดไม่ได้
ผู้ป่วยที่ต้องมีการใช้อินซูลินเพื่อการรักษามักจะเกิดภาวะกลูโคสในเลือดต่ำบ่อยๆ
ซึ่งโดยทั่วไปประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์
แต่อาการรุนแรงจนถึงขั้นหมดสติและต้องได้รับการช่วยเหลือจากผู้อื่นจะพบประมาณร้อยละ
10 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมดต่อปี
ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเนื่องมาจากผู้ป่วยเบาหวานที่ป่วยมาเป็นเวลานานๆ ( 5-10 ปีขึ้นไป) ประมาณร้อยละ 50 มักจะไม่ค่อยแสดงอาการทางประสาทเมื่อเกิดภาวะกลูโคสต่ำในเลือดทำให้โอกาสที่จะเป็นมากจนถึงขั้นที่อันตรายสูง
ซึ่งเชื่อว่าเนื่องจากความผิดปกติของการตอบสนองของฮอร์โมน epinephrine
2. โรคแทรกซ้อนแบบเรื้อรัง
(Chronic complications)
ผู้ป่วยเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังซึ่ง
3 อวัยวะหลัก ที่มักได้รับผลกระทบจากโรคเบาหวานได้แก่ ตา ไต
และระบบประสาท หรือที่มักเรียกรวมๆกันว่า “triopathy” พบว่าโรคเบาหวานเป็นสาเหตุของตาบอดได้บ่อยที่สุดของประชากรในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมช่วงอายุระหว่าง
25-74 ปี และเป็นสาเหตุหลักของโรคไตระยะสุดท้าย โรคเบาหวานยังเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดแข็งตัว
ซึ่งจะทำให้เกิดพยาธิสภาพขึ้นกับหัวใจ
สมองและอวัยวะอื่นที่ต้องมีหลอดเลือดใหญ่ไปเลี้ยง เช่น แขน-ขา
ทำให้อุบัติการณ์ของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคสมองขาดเลือด และการตัดแขน-ขา ในผู้ป่วยเบาหวานมีสูง
2.1.
ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังของไตจากโรคเบาหวาน (Diabetic
nephropathy)
เนื่องจากไตเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกรองสารต่างๆในเลือดโดยตรง
จึงเป็นอวัยวะหลักของร่างกายผู้ป่วยเบาหวานที่ได้รับผลกระทบจากระดับกลูโคสที่สูงในเลือด
ซึ่งอัตราการกรองของไตจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆดังต่อไปนี้คือ
(1) แรงดันกำซาบในโกลเมอรูลัส
(2) พื้นผิวสัมผัสของเส้นเลือดฝอยในโกลเมอรูลัส
(3) สภาพความสมบูรณ์ของเยื่อกรองในโกลเมอรูลัส
2.1.1. ภาวะแทรกซ้อนเรื้องรังที่จอตาจากโรคเบาหวาน
(Diabetic retinopathy)
อุบัติการณ์และความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนที่จอตาจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาระดับของกลูโคสที่มีอยู่ในเลือดและระดับ AGEs
ในซีรัม
การดำเนินไปของพยาธิสภาพที่ตาในผู้ป่วยเบาหวานมักมีรูปแบบที่คล้ายๆกัน
โดยที่ท้ายสุดมักนำไปสู่ลักษณะทางคลินิกที่คล้ายๆกันคือจอรับภาพที่ตาบวม
หรือมีการสร้างหลอดเลือดใหม่ที่ตาผิดปกติ
2.1.2
ภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังทางระบบประสาทจากโรคเบาหวาน (Diabetic
neuropathy) ผู้ป่วยเบาหวานมักต้องประสบกับพยาธิสภาพของระบบประสาท
โดยอุบัติการณ์และความรุนแรงจะมีมากขึ้นเมื่อระดับกลูโคสในเลือดสูงขึ้นและเป็นโรคมานาน
ผลการศึกษาทั้งในคนและในสัตว์พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาทสามารถตรวจวัดได้ตั้งแต่เริ่มเป็นเบาหวานได้ไม่กี่วัน
แต่โดยส่วนใหญ่แล้วการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะย้อนกลับมาเป็นปกติได้เมื่อควบคุมระดับกลูโคสได้ดี
พยาธิสภาพของระบบประสาทส่วนปลายที่รุนแรงจะทำให้ถึงกับต้องสูญเสียแขนและขา
ซึ่งบรรเทาได้โดยให้มีการไหลเวียนของระบบหลอดเลือดที่ไปยังแขน-ขาที่ดี
เหตุการณ์ที่พบได้บ่อยคือผู้ป่วยมีบาดแผลเกิดขึ้นที่เท้าซึ่งอาจจะเนื่องมาจากการใส่รองเท้าผิดขนาดหรือเดินเหยียบเศษแก้วหรือตะปู
และไม่ได้ใส่ใจจนแผลมีขนาดใหญ่ขึ้นมีหนองอยู่เต็มไปหมดเนื่องจากผู้ป่วยรักษาไม่ได้รู้สึกเจ็บ
ซึ่งในระยะนี้ก็ยังสามารถรักษาได้ถ้าผู้ป่วยมีระบบการไหลเวียนของเลือดที่ดีได้โดยการเจาะเอาหนองออกและให้ยาปฏิชีวนะ
2.2. โรคแทรกซ้อนที่เกิดผลกระทบต่อหลอดเลือดขนาดใหญ่ (Macrovascularcomplication)
ภาวะกลูโคสในเลือดสูงอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิด
atherosclerosis ซึ่งคือสภาวะที่หลอดเลือดแข็งเนื่องจากมีคาบสะสม
เป็นผลให้หลอดเลือดตีบ
อวัยวะสำคัญต่างๆของร่างกายมีเลือดไปเลี้ยงไม่พอและความดันโลหิตสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น
ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตันจะทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (myocardial
infarction)
หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันเป็นผลให้เกิดอาการเจ็บหน้าอก
หรือเสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้ถ้าเกิดที่หลอดเลือดไปเลี้ยงสมองตีบตัน (stroke) จะทำให้เกิดโรคอัมพาต
เมื่อกล่าวถึงโรคหัวใจขาดเลือดแล้วคนส่วนใหญ่จะคิดถึงแต่โคเลสเตอรอล
แต่ในความเป็นจริงแล้วโรคเบาหวานทั้งนิดที่ 1 และชนิดที่ 2
เป็นปัจจัยเสี่ยที่น่ากลัวอย่างหนึ่งสำหรับโรคหัวใจขาดเลือดเลยทีเดียว
โดยโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุการตายที่พบบ่อยที่สุดในผู้ป่วยโรคเบาหวานมีการประมานกว่าร้อยละ
75
ของผู้ป่วยเบาหวานจะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจอินซูลินนอกจากจะมีผลต่อระดับกลูโคสในเลือดแล้ว
ยังมีผลต่อการเผาผลาญไขมันในร่างกายด้วย
โดยมีฤทธิ์ยับยั้งการสลายและเสริมการสะสมไขมันในร่างกายดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงพบความผิดปกติของไขมันในเลือดได้บ่อยกว่าคนทั่วไป
นอกจากจะเกิดจากโรคเบาหวานเองแล้วยังอาจเกิดจากผลข้างเคียงของยาต่างๆ
ที่ใช้ร่วมด้วย เช่นยาลดความดันโลหิตบานิด
ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงมักจะมีความผิดปกติของไขมันในเลือด
(dyslipidemia) กล่าวคือมีระดับไตรกลีเซอไรด์และ LDL-C ที่สูงขึ้นร่วมระดับ HDL-C ที่ต่ำลง ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิด atherosclerosis นอกจากนี้ ระดับกลูโคสที่สูงในเลือดเป็นสาเหตุให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆ
เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็น glycation , oxidation ทำให้มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับไลโปโปรตีน
เกล็ดเลือด และการสลายลิ่มเลือด (fibrinolysis)
รวมทั้งการทำหน้าที่ของหลอดเลือดด้วย
บรรณานุกรม
จุมพล วิลาศรัศมี, ตรีชฎา บุญจันทร์ และ ณปภัช โพธิ์พรหม. แผลเบาหวาน.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โครงการตำรารามาธิบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556
เทพ หิมะทองคำ และคณะ.ความรู้เรื่องเบาหวาน ฉบับสมบูรณ์.พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : วิทยพัฒน์, 2555
รัชดา เครสซี่. โรคเบาหวาน : ความรู้พื้นฐานและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง. พิมพ์ครั้งที่ 1. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2557
สิริอร สินธุ และพิเชต วงรอด. การจัดการรายกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สมาคมผู้จัดการรายกรณีประเทศไทย, 2557
สารัช สุนทรโยธิน และ ปฏิณัฐ บูรณะทรัพย์ขจร. ตำราโรคเบาหวาน ( Diabetes mellitus). พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555
อัญชลี อิ่นอ้าย. “การป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน” 2558.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.natureshop.in.th (28 ตุลาคม 2560)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น