ประเภทของเบาหวาน
ประเภทของเบาหวาน
โดย ADAตั้งแต่ ค.ศ. 1997 และ WHO
ค.ศ. 1998 ได้แก่
1.เบาหวานชนิดที่1
(Type1 diabetes) พบ 5-10 percent ของผู้เป็นเบาหวาน
เกิดจาก beta cell ของตับอ่อนถูกทำลาย(กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม)ผ่านทางกลไก cellular mediated autoimmunity และมักนำไปสู่การขาดอินซูลินอย่างสิ้นเชิง
โดยมีลักษณะทางคลินิกดังนี้
ก
ส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 20 ปี
ข อาการขอโรคเกิดขึ้นรวดเร็ว
ค รูปร่างผอม
ข อาการขอโรคเกิดขึ้นรวดเร็ว
ค รูปร่างผอม
ง
ถ้าขาดการรักษาด้วยอินซูลิน จะเกิดโรคแทรกซ้อนชนิดเฉียบพลัน
คือ diabetic
ketoacidosis (DKA) เบาหวานชนิดที่ 1
เดิมใช้คำแรกว่า IDDM (insulin dependent diabetes mellitus) หรือ juvenile diabetes แบ่งได้อีกสองชนิดย่อยคือ
1) immune mrdiated มักพบในเด็กและวัยรุ่น
แต่เกิดได้ทุกช่วงอายุ เกิดจากการทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อนโดย cellular
mediated autoimmunity และ85-90 percent
ของผู้ป่วยตรวจพบ autoantibodies ได้แก่
islet cells autoantibodies (ICAs) , insulin autoanbodies(IAAs),autoantibodies
to glutamic acid decarboxylase (antiGAD65),autoantibodies to the tyrosine
phosphatases IA-2,IA-2beta
โดยมีความสัมพันธ์กับ
HLA มีความเกี่ยวโยงกับ DQA,DQB,DRB genes โดยที่ HLA-DR/DQ alleles
ต่างๆ อาจมีผลส่งเสริมหรือป้องกันการเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
มีอัตราการทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อนแตกต่างกัน (มักทำลายอย่างรวดเร็วในทารกและเด็ก
ขณะที่มักทำลายอย่างช้าๆ ในผู้ใหญ่)
ในเด็กและวัยรุ่นอาจมาด้วยภาวะ DKA เลย
บางรายแรกๆอาจมีระดับน้ำตาลขณะอดอาหารสูงบ้าง แล้วสูงมากอย่างรวดเร็วจนเป็น DKA เมื่อมีการติดเชื้อหรือความเจ็บป่วยทางกายอย่างอื่นร่วมด้วย ขณะที่บางราย (ส่วนใหญ่ในผู้ใหญ่) ยังพอมีเบต้าเซลล์กลับมาทำงานต่อ
แล้วค่อยๆถูกทำลายจนต้องรักษาด้วยอินซูลินในที่สุด ผู้เป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่งที่เป็น Typical
case มีระดับของ plasma insulin และ c
– peptide ที่ต่ำมาก อาจพบร่วมกับโรคทางออโตอิมมูนอื่นๆเช่นHashimoto’s
thyroiditis, Addison disease, vitiligo,
pernicious anemia
2) Idiopathic (Non-immune mediated) พบเป็นส่วนน้อย ไมพบสาเหตุชัดเจน บางรายมีระดับอินซูลินในเลือดต่ำและเสี่ยงต่อ ketoacidosis พบในชาวเอเชีย แอฟริกัน อเมริกาใต้ โดยมีประวัติพันธุกรรมชัดเจนแต่ไม่พบหลักฐานของ beta cell autoimmunity ไม่มีความสัมพันธุ์กับ HLA และต้องรักษาด้วยอินซูลินเป็นระยะๆ ผู้ป่วยเบาหวานอีกกล่มเรียกว่า Latent autoimmune diabetes in adults (LADA) มักมีอายุมากกว่า 35 ปี มาด้วยอาการคล้ายกับเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยอาหาร การออกกำลังกายได้ในระยะแรก ก่อนที่จะต้องใช้ยาเม็ดลดระดับน้ำตาล และเปลี่ยนเป็นอินซูลินอย่างรวดเร็วในที่สุด ตรวจพบมี autoantibodies เช่น anti GAD ได้ถึง 82% ก่อนที่จะมีอาการทางคลินิกได้ถึง 10 ปี มีการทำลาย beta cell อย่างช้าๆเป็นปี
2.เบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 diabetes) พบ 90 – 95% ของผู้เป็นเบาหวาน เกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน (กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม) ร่วมกับภาวะขาดอินซูลินมากขึ้นตามลำดับ (กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม) มีลักษณะตั้งแต่ predominantly insulin resistance with relative insulin deficiency จนถึง predominantly insulin secretory defect with degree of insulin resistance
มีลักษณะทางคลินิกดังนี้
ก.ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 30 ปี
ข.อาการเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่มีอาการ
ค.รูปร่างอ้วนหรือปกติ แต่มี abdominal obesity
ง.มีประวัติเบาหวานในครอบครัวชัดเจน
ก.ส่วนใหญ่อายุมากกว่า 30 ปี
ข.อาการเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือไม่มีอาการ
ค.รูปร่างอ้วนหรือปกติ แต่มี abdominal obesity
ง.มีประวัติเบาหวานในครอบครัวชัดเจน
3.เบาหวานชนิดอื่นๆ จากสาเหตุต่างๆ เช่น ความผิดปกติทางพันธุ์กรรมการทำงานของ beta cell การออกฤทธิ์ของอินซูลิน โรคของตับอ่อน โรคของต่อมไร้ท่อ ยา สารเคมี กลุ่มโรคต่างๆ (syndrome) เป็นต้น
4.เบาหวานที่ตรวจพบขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus - GDM)
สาเหตุและโอกาสที่ทำให้เป็นโรคเบาหวาน
เบาหวานสืบทอดทางกรรมพันธุ์ได้ก็จริง
แต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายๆปัจจัยเท่านั้น
ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดเบาหวานได้อีกหลายประการ เช่น
1.ความอ้วน
เนื่องจากในคนอ้วนเนื้อเยื่อต่างๆในร่างกายมีการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลินลดน้อยลง
อินซูลินจึงไม่สามารถพาน้ำตาลเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ดีเช่นเดิม
จึงมีน้ำตาลส่วนเกินอยู่ในกระแสเลือด
2. ผู้สูงอายุ
ตับอ่อนจะสังเคราะห์และหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยลงในขณะที่ได้รับน้ำตาลเท่าเดิม
จึงมีน้ำตาลส่วนเกินในกระแสเลือด
3.
ตับอ่อนได้รับความกระทบกระเทือน เช่น
ตับอ่อนอักเสบเรื้อรังจากการดื่มสุรามากเกินไป
หรือตับอ่อนบอบช้ำจากการประสบอุบัติเหตุ
ซึ่งมีความจำเป็นต้องผ่าตัดเอาตับอ่อนบางส่วนออก สำหรับในคนที่มีความโน้มเอียงจะเป็นเบาหวานอยู่แล้วปัจจัยดังกล่าวนี้จะช่วยชักนำให้อาการของเบาหวานแสดงออกเร็วขึ้น
4.
การติดเชื่อไวรัสบางชนิด เช่น คางทูม หัดเยอรมัน เคยมีรายงานว่าเด็กอายุ 10
ขวบเกิดเป็นเบาหวานอย่างปัจจุบันทันด่วนและเสียชีวิตลงหลังจากมีอาการเหมือนกับเป็นไข้หวัดใหญ่มาก่อน
จากการตรวจตับอ่อนพบว่าสามารถพบเชื่อไวรัสจากเนื้อเยื่อบดของตับอ่อนได้
นอกจากนี้เมื่อทดลองชีดไวรัสตัวนี้เข้าไปในหนูพบว่าไวรัสชนิดนี้ทำให้หนูเป็นเบาหวานได้ด้วย
5. ยาบางชนิด เช่น
ยาขับปัสสาวะ ยาคุมกำเนิด ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้
6. การตั้งครรภ์
เนื่องจากฮอร์โมนหลายชนิดที่รกสังเคราะห์ขึ้นมีผลยับยั้งการทำงานของอินซูลิน
บรรณานุกรม
จุมพล วิลาศรัศมี, ตรีชฎา
บุญจันทร์ และ ณปภัช โพธิ์พรหม. แผลเบาหวาน.พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : โครงการตำรารามาธิบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล, 2556
เทพ หิมะทองคำ และคณะ.ความรู้เรื่องเบาหวาน ฉบับสมบูรณ์.พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : วิทยพัฒน์, 2555
รัชดา เครสซี่. โรคเบาหวาน :
ความรู้พื้นฐานและการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง. พิมพ์ครั้งที่
1. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2557
สิริอร สินธุ และพิเชต วงรอด. การจัดการรายกรณีผู้ป่วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง. พิมพ์ครั้งที่
2. กรุงเทพฯ :
สมาคมผู้จัดการรายกรณีประเทศไทย, 2557
สารัช สุนทรโยธิน
และ ปฏิณัฐ
บูรณะทรัพย์ขจร. ตำราโรคเบาหวาน ( Diabetes
mellitus). พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555
อัญชลี อิ่นอ้าย. “การป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน” 2558.
[ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.natureshop.in.th (28 ตุลาคม 2560)
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น